https://www.firstojs.com/index.php/MBU/issue/feed“รุ่งอรุณแห่งสันติภาพ : บทบาทของพุทธธรรมในการขับเคลื่อนการศึกษาและการพัฒนาสังคม”2026-08-05T15:59:09+00:00ผศ.ดร.อุเทน ลาพิงค์Khunten2002@yahoo.comOpen Journal Systemshttps://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1584การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและธรรมาภิบาลของผู้บริหารท้องถิ่นในบริบทศตวรรษที่ 212026-07-31T02:40:12+00:00สุพรรณี พายุบุตรworachet.th@mbu.ac.thกันต์ ศรีหล้าworachet.th@mbu.ac.thจิรวัฒน์ กุบแก้วworachet.th@mbu.ac.thวรเชษฐ์ โทอื้นworachet.th@mbu.ac.th<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและเสนอแนวทาง “พัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและธรรมาภิบาล” ของผู้บริหารท้องถิ่นให้สอดคล้องกับโลกศตวรรษที่ 21 โดยสังเคราะห์งานวิชาการที่เกี่ยวข้องและวิเคราะห์สถานการณ์ท้องถิ่นร่วมสมัยเป็นฐานคิดสำคัญ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้บริหารท้องถิ่นมี “จริยธรรม” เป็นเข็มทิศภายใน การใช้อำนาจจะมุ่งประโยชน์สาธารณะมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ขณะเดียวกัน “ธรรมาภิบาล” ทำหน้าที่เป็นระบบและกลไกภายนอกที่ช่วยให้การบริหารงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ในบริบทปัจจุบัน ผู้บริหารท้องถิ่นต้องเผชิญแรงกดดันใหม่หลายด้าน เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ท้องถิ่นดิจิทัลที่ทุกอย่างต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี ความคาดหวังต่อความโปร่งใสแบบทันทีจากพลเมืองออนไลน์ การมีส่วนร่วมและการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นจากสังคมเครือข่าย ปัญหาสาธารณะที่ซับซ้อนและแก้ยาก รวมทั้งความเสี่ยงเดิมของการเมืองท้องถิ่นอย่างอุปถัมภ์นิยมและผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อพิจารณาร่วมกับแนวคิดภาวะผู้นำสมัยใหม่ บทความเสนอว่า ผู้บริหารท้องถิ่นควรพัฒนาคุณลักษณะหลัก ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความยุติธรรม กล้าตัดสินใจบนฐานคุณค่าและเหตุผล รับผิดชอบต่อสาธารณะ เป็นแบบอย่างที่ดี และรู้เท่าทันจริยธรรมในโลกดิจิทัล ส่วนด้านธรรมาภิบาลควรเน้นให้เกิดจริงในองค์กร ได้แก่ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วม นิติธรรม ความคุ้มค่า ความเสมอภาค และการตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง บทความนี้จึงเสนอกรอบพัฒนา 3 ระดับ คือ (1) ระดับบุคคล พัฒนาทักษะและการตัดสินใจเชิงจริยธรรม พร้อมระบบโค้ชและการประเมินสมรรถนะ (2) ระดับองค์กร สร้างวัฒนธรรมโปร่งใส ระบบเปิดเผยงบประมาณ/โครงการ กลไกแจ้งเบาะแส และการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยเทคโนโลยี (3) ระดับนโยบาย ใช้มาตรการกำกับดูแลและแรงจูงใจเชิงคุณธรรม รวมถึงการทำงานแบบเครือข่ายกับภาคส่วนต่าง ๆ กรอบดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงคอร์รัปชัน ยกระดับบริการสาธารณะ เพิ่มความไว้วางใจของประชาชน และทำให้การพัฒนาท้องถิ่นยั่งยืนมากขึ้น พร้อมชี้ทิศทางวิจัยต่อยอดเรื่องเครื่องมือวัดภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและการศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างผู้นำ วัฒนธรรมองค์กร และผลลัพธ์ธรรมาภิบาลในพื้นที่จริง</p>2026-07-31T02:38:38+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1589เครือข่ายชุมชนกับป่าศักดิ์สิทธิ์: การผสานวิถีพุทธและนิเวศจิตวิทยา เพื่อการอนุรักษ์ร่วมสมัย2026-07-31T05:14:15+00:00พระภัทรพล จตฺตมโล (บุญศรี)worachet.th@mbu.ac.thปกาน กาญจกิจจาworachet.th@mbu.ac.thกันต์ ศรีหล้าworachet.th@mbu.ac.thวรเชษฐ์ โทอื้นworachet.th@mbu.ac.th<p>This academic article is part of the dissertation entitled “Participatory Community Forest Conservation by Civil Society Networks Based on Buddhist Ways in Loeng Nok Tha District, Yasothon Province.” It aims to present new findings derived from the processes of analysis, synthesis, and integration of Buddhist principles and ecopsychological concepts to construct a new conceptual framework for the conservation of sacred community forests. The study emphasizes the role of community networks as key mechanisms that interconnect the dimensions of religion, psychology, and culture into a holistic approach to sustainable natural resource management. The findings reveal that current natural resource conservation practices remain predominantly technical and policy-oriented, often separated from spiritual and moral dimensions. This separation results in limited community participation and a diminished sense of moral value. The conceptual gap identified reflects a lack of integration between Buddhist psychology, which focuses on inner mental development, and ecopsychology, which emphasizes awareness of the interdependent relationship between humans and nature. The article proposes an integrative practice that applies Buddhist teachings—such as loving-kindness, compassion, and the Middle Path in conjunction with ecopsychological perspectives to cultivate “Buddhist eco-consciousness.” This approach operates through meditative learning processes, cultural and environmental activities, and community-based ecological education. It aims to foster faith, responsibility, and appreciation for the intrinsic value of nature, leading to the formation of spiritually empowered community networks with strong environmental citizenship. The expected outcome is the development of a sustainable and dynamic “Buddhist–Eco Model for Contemporary Conservation,” consistent with the United Nations Sustainable Development Goals (SDGs) and reflecting a path of peaceful coexistence and ecological harmony between humans and nature in the twenty-first century.</p>2026-07-31T05:12:35+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1590หลักสามัคคีธรรมกับการสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์ป่าชุมชน2026-07-31T05:38:37+00:00พระอธิการชาติชาย จิรสุโภ (คำทวี)worachet.th@mbu.ac.thพระมหาวรชิต ขนฺติธโร (สุนทโร)worachet.th@mbu.ac.thวรเชษฐ์ โทอื้นworachet.th@mbu.ac.th<p>การอนุรักษ์ป่าชุมชนเป็นกระบวนการสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของชุมชนไทย หลักสามัคคีธรรมซึ่งหมายถึงความพร้อมเพรียง ความร่วมมือ และความเอื้ออาทรระหว่างสมาชิกในสังคม เป็นรากฐานทางพุทธธรรมที่มีศักยภาพในการหล่อหลอมวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการสร้าง “วัฒนธรรมการอนุรักษ์ป่าชุมชน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้มุ่งศึกษาความหมายและบทบาทของหลักสามัคคีธรรมในการสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์ป่าชุมชน โดยใช้แนวคิดทางพุทธจิตวิทยาและสังคมวัฒนธรรมเป็นกรอบการวิเคราะห์ ผลการศึกษาเสนอว่า การสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์ป่าชุมชนมิได้เกิดจากกฎระเบียบหรือมาตรการทางรัฐเท่านั้น แต่เกิดจากจิตสำนึกร่วมของคนในชุมชนที่ยึดโยงด้วยหลักสามัคคีธรรม การมีจิตสำนึกร่วมในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ความเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และการทำงานร่วมกันอย่างไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน คือกลไกสำคัญที่ทำให้การอนุรักษ์ป่าชุมชนยั่งยืนได้จริง หลักสามัคคีธรรมจึงเป็นพลังทางสังคมที่แปรเปลี่ยนค่านิยมของชุมชนจากการพึ่งพาทรัพยากรเพื่อประโยชน์เฉพาะตน ไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างสมดุลและมีจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การนำหลักธรรมนี้ไปประยุกต์ในกิจกรรมชุมชน เช่น การประชุมหมู่บ้าน การจัดงานบุญป่า หรือการจัดการทรัพยากรร่วม ยังช่วยสร้างความผูกพันระหว่างคนกับป่าและระหว่างคนในชุมชนด้วยกันเอง บทสรุปของบทความนี้เสนอว่าหลักสามัคคีธรรม ไม่เพียงเป็นหลักธรรมเชิงศีลธรรม หากแต่เป็นแนวทางการบริหารจัดการทางสังคมที่มีพลังในการสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นกรอบแนวคิดทางวิชาการในการพัฒนาโมเดลการจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงพุทธในอนาคตได้</p>2026-07-31T00:00:00+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1585บั้งไฟ อำนาจและทุนวัฒนธรรม: เศรษฐกิจการเมืองของบุญบั้งไฟพนมไพร ในยุคซอฟต์พาวเวอร์และพื้นที่ดิจิทัล2026-07-31T06:28:26+00:00พระยุทธนา สิริปญฺโญ (พรมโสภา)worachet.th@mbu.ac.thพระมหาฉัตรเพช สุภทฺโท (เสนศรี)worachet.th@mbu.ac.thพระอธิการชาติชาย จิรสุโภ (คำทวี)worachet.th@mbu.ac.thวรเชษฐ์ โทอื้นworachet.th@mbu.ac.th<p>บทความเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงประเพณีบุญบั้งไฟที่มิใช่เพียงพิธีกรรมขอฝนหรือมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนอีสาน หากเป็น “พื้นที่ทางการเมือง” ที่อำนาจเครือข่ายผลประโยชน์ และอัตลักษณ์ถูกร้อยรัดเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน โดยใช้กรอบคิดการเมืองเชิงวัฒนธรรม (Cultural politics) อุปถัมภ์นิยมและนักการเมืองท้องถิ่น (Patron–client, Local bossism) แนวคิดพื้นที่ทางการเมือง (Political space) และเศรษฐกิจการเมืองของเทศกาลงานบุญ (Political economy of festivals) เป็นฐานในการวิเคราะห์เชิงทฤษฎี บทความชี้ให้เห็นว่า บุญบั้งไฟพนมไพรทำหน้าที่เป็นเวทีที่รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักการเมือง กลุ่มทุน ผู้นำชุมชน และเยาวชน เข้ามานิยามความหมายของ “วัฒนธรรมอีสาน” และ “คนพนมไพรเมืองบั้งไฟ” เพื่อสร้างความชอบธรรมและสะสมทุนเชิงอำนาจในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทุนสัญลักษณ์ ทุนทางการเมือง หรือทุนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังทำให้เครือข่ายอุปถัมภ์ทางการเมืองปรากฏตัวอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการสนับสนุนงบประมาณบั้งไฟ เวทีหมอลำ และการจัดสรรทรัพยากรในงานบุญ ขณะเดียวกัน ประชาชนระดับล่างและเยาวชนก็มิได้เป็นเพียงผู้ถูกครอบงำ หากใช้ประเพณีและพื้นที่ดิจิทัลเป็นยุทธวิธีต่อรองกับรัฐและทุน บทความสรุปว่า การทำความเข้าใจการเมืองท้องถิ่นในอีสานยุคใหม่จำเป็นต้องอ่านเทศกาลและงานบุญในฐานะสนามการเมืองในชีวิตประจำวัน และเสนอให้มีการศึกษาภาคสนามเชิงลึกและการเปรียบเทียบข้ามพื้นที่เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ที่บูรณาการมิติอำนาจ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจอย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น</p>2026-07-31T06:28:26+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1586การสร้างเครือข่ายและพื้นที่ทางสังคมของนักการเมืองท้องถิ่นกับนักธุรกิจ2026-08-03T01:28:17+00:00ธรภรณ์ ไกรศรีworachet.th@mbu.ac.thจิตตรา เชื้อวณิชworachet.th@mbu.ac.thกันต์ ศรีหล้าworachet.th@mbu.ac.thวรเชษฐ์ โทอื้นworachet.th@mbu.ac.th<p>บทความนี้มุ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองท้องถิ่นกับนักธุรกิจในฐานะ “เครือข่ายอำนาจ” และ “พื้นที่ต่อรองผลประโยชน์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนา การจัดสรรงบประมาณ และการตัดสินใจเชิงนโยบายในระดับท้องถิ่นของไทย โดยใช้กรอบแนวคิดเครือข่ายทางสังคม ทุนทางสังคม เศรษฐกิจการเมืองท้องถิ่น และพื้นที่ทางสังคม เพื่อชี้ให้เห็นว่าอำนาจของนักการเมืองท้องถิ่นไม่ได้ตั้งอยู่บนตำแหน่งและกติกาทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากความสามารถในการเชื่อมโยงผู้คน กลุ่มอิทธิพล และทรัพยากรผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์ที่สั่งสมมายาวนาน ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจท้องถิ่นมิใช่เพียงผู้สนับสนุนเชิงทรัพยากร แต่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดวาระการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากโครงการสาธารณะผ่านกลไกเครือข่ายดังกล่าว ดังนั้น “พื้นที่ทางสังคม” คือสนามปฏิสัมพันธ์ที่ทำให้เครือข่ายนักการเมือง นักธุรกิจดำรงอยู่และขยายตัว ทั้งพื้นที่ทางการ เช่น สภาท้องถิ่น คณะกรรมการพัฒนา และเวทีประชาคม พื้นที่ไม่เป็นทางการ เช่น วัด งานบุญประเพณี สมาคมธุรกิจ สนามกีฬา หรือพื้นที่สังสรรค์ ตลอดจนพื้นที่ดิจิทัลอย่างเพจและกลุ่มสื่อสังคมออนไลน์ พื้นที่เหล่านี้ทำหน้าที่สร้างความไว้วางใจ ระดมการสนับสนุน และเปิดช่องให้เกิดการต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ข้อถกเถียงสำคัญชี้ว่าเครือข่ายดังกล่าวมีลักษณะคู่ด้าน ด้านหนึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการพัฒนาท้องถิ่นผ่านการระดมทุน ความร่วมมือ และความคล่องตัวในการผลักดันโครงการ แต่อีกด้านหนึ่งเสี่ยงต่อการผูกขาดทรัพยากร ผลประโยชน์ทับซ้อน และการครอบงำรัฐท้องถิ่นที่บั่นทอนธรรมาภิบาลและความเสมอภาค บทความจึงเสนอแนวทางกำกับให้เครือข่ายทำงานภายใต้ประโยชน์สาธารณะ ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูลโครงการและงบประมาณอย่างโปร่งใส กติกาป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน การทำให้เวทีมีส่วนร่วมของประชาชนมีอำนาจจริง และการตรวจสอบถ่วงดุลโดยสื่อและภาคประชาสังคม เพื่อเปลี่ยนเครือข่ายอำนาจให้เป็นเครือข่ายเพื่อการพัฒนาที่รับผิดชอบต่อสาธารณะ</p>2026-08-03T01:27:41+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1592บทบาททางการเมืองของกาชาดต่อกิจกรรมสังคมสงเคราะห์2026-08-03T05:49:31+00:00จิตตรา เชื้อวณิชworachet.th@mbu.ac.thธรภรณ์ ไกรศรีworachet.th@mbu.ac.thกันต์ ศรีหล้าworachet.th@mbu.ac.thวรเชษฐ์ โทอื้นworachet.th@mbu.ac.th<p>บทความเรื่อง “บทบาททางการเมืองของกาชาดต่อกิจกรรมสังคมสงเคราะห์” มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจว่า แม้กาชาดจะเป็นองค์กรด้านมนุษยธรรมที่ยึดหลัก “ความเป็นกลาง” แต่ในทางปฏิบัติ กาชาดกลับมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐและสังคม จนก่อให้เกิดบทบาททางการเมืองในหลายรูปแบบ บทความนี้ใช้กรอบคิดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม แนวคิดอำนาจเชิง soft power และการทูตมนุษยธรรม เพื่ออธิบายว่ากาชาดส่งผลต่อการจัดการปัญหาสังคมและนโยบายสาธารณะอย่างไร วิธีวิจัยเป็นการทบทวนและสังเคราะห์เอกสารทางประวัติศาสตร์ กฎหมาย นโยบาย และงานวิจัยร่วมสมัย พร้อมการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงตีความ ผลการศึกษาพบว่า กาชาดมีบทบาททางการเมืองสำคัญอย่างน้อยสามมิติ มิติแรก กาชาดช่วยเสริมความชอบธรรมและภาพลักษณ์ของรัฐผ่านการสงเคราะห์ผู้เดือดร้อน การบรรเทาภัยพิบัติ และการดูแลผู้เปราะบาง ทำให้รัฐถูกมองว่าใส่ใจความทุกข์ยากของประชาชน มิติที่สอง กาชาดทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เชื่อมความร่วมมือระหว่างรัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรศาสนา และชุมชน เกิดเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ที่ระดมทุน ความรู้ อาสาสมัคร และทรัพยากรได้รวดเร็ว ซึ่งยังช่วยขยายพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการสาธารณะ มิติที่สาม กาชาดมีส่วนผลักดันวาระเชิงนโยบายด้านมนุษยธรรมและสังคม เช่น มาตรฐานการช่วยเหลือผู้ประสบภัย งานสาธารณสุข การคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง และการพัฒนางานอาสาสมัคร ส่งผลต่อทิศทางนโยบายสังคมของรัฐในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความใกล้ชิดกับรัฐทำให้กาชาดเผชิญความท้าทายเรื่องความเป็นกลาง ความเสี่ยงต่อการถูกใช้ในเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานรัฐ และข้อกังวลด้านความโปร่งใส บทความจึงเสนอให้กาชาดเสริมธรรมาภิบาล เปิดเผยข้อมูลการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามผล และให้ความสำคัญกับเสียงของผู้รับบริการ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและเพิ่มประสิทธิภาพงานสังคมสงเคราะห์ในสังคมประชาธิปไตยปัจจุบัน</p>2026-08-03T05:49:31+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1593รูปแบบ CSR ที่ตอบสนองบทบาททางการเมืองระดับท้องถิ่น เขตพื้นที่ร้อย-แก่น-สาร-สินธุ์2026-08-03T05:51:38+00:00อภิปรัชญา พันธ์เพ็ชรworachet.th@mbu.ac.thธรภรณ์ ไกรศรีworachet.th@mbu.ac.thวรเชษฐ์ โทอื้นworachet.th@mbu.ac.th<p>การดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ (CSR) ในพื้นที่ “ร้อย-แก่น-สาร-สินธุ์” ไม่ควรถูกมองเพียงในมิติการกุศลหรือการสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น แต่สามารถออกแบบให้เชื่อมโยงกับพัฒนาการทางการเมืองระดับท้องถิ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการเสริมสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจในพื้นที่ รูปแบบ CSR ที่ตอบสนองบทบาททางการเมืองระดับท้องถิ่นในภูมิภาคนี้ ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญสามประการ คือ (1) การเสริมสร้างศักยภาพพลเมืองท้องถิ่น เช่น การสนับสนุนโครงการให้ความรู้ด้านสิทธิ หน้าที่ และการติดตามตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (2) การสร้างเวทีสาธารณะให้ประชาชน กลุ่มเยาวชน ผู้นำชุมชน และผู้แทนท้องถิ่นได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม และ (3) การสนับสนุนกลไกข้อมูลข่าวสารที่โปร่งใส เช่น ระบบเผยแพร่งบประมาณหรือโครงการพัฒนาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เมื่อมองในบริบท “ร้อย-แก่น-สาร-สินธุ์” ซึ่งมีทั้งทุนทางวัฒนธรรมชุมชนเข้มแข็ง และปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างความเหลื่อมล้ำและการเมืองแบบอุปถัมภ์ รูปแบบ CSR ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียงการสร้างถนน มอบทุน หรือจัดกิจกรรมครั้งคราว แต่ต้องเป็นกระบวนการระยะยาวที่ช่วยให้ชุมชนมีอำนาจในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนเอง ลดการพึ่งพานักการเมือง และเปิดพื้นที่ให้เสียงของกลุ่มเปราะบางได้ถูกนำมาพิจารณาเชิงนโยบาย กล่าวโดยสรุป รูปแบบ CSR ที่ตอบสนองบทบาททางการเมืองระดับท้องถิ่นในพื้นที่ร้อย-แก่น-สาร-สินธุ์ คือรูปแบบที่ผสานเป้าหมายทางสังคมของธุรกิจเข้ากับการพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย เสริมสร้างพลเมืองเข้มแข็ง สนับสนุนการบริหารท้องถิ่นที่โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืนทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม</p>2026-08-03T00:00:00+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1594รูปแบบการสร้างพื้นที่ทางการเมืองของนักการเมืองผ่านกีฬามวยไทย2026-08-03T08:00:05+00:00ทรงพล กิจเกียรติ์worachet.th@mbu.ac.thพระมหาโสภณ โชติปญฺโญworachet.th@mbu.ac.thพระมหาวิรุธ วิโรจโนworachet.th@mbu.ac.thวรเชษฐ์ โทอื้นworachet.th@mbu.ac.th<p>บทความวิชาการเรื่อง “รูปแบบการสร้างพื้นที่ทางการเมืองของนักการเมืองผ่านกีฬามวยไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายว่า นักการเมืองไทยใช้ “สนามมวยไทย” ทั้งในความหมายเชิงรูปธรรมและเชิงสัญลักษณ์อย่างไร ในการสร้างพื้นที่ทางการเมือง สร้างฐานเสียง และผลิตซ้ำความชอบธรรมของตน บทความอาศัยกรอบคิดเรื่องพื้นที่ทางการเมือง (political space) อัตลักษณ์ทางการเมือง และทุนทางวัฒนธรรม มาวิเคราะห์ปรากฏการณ์การสนับสนุนกีฬามวยไทย การเป็นสปอนเซอร์เวทีและนักมวย การจัดการแข่งขันการกุศล ตลอดจนการสื่อสารในสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ที่เชื่อมโยงมวยไทยกับภาพลักษณ์ของนักการเมือง ผลการวิเคราะห์เสนอว่า รูปแบบการสร้างพื้นที่ทางการเมืองผ่านมวยไทยสามารถจำแนกได้อย่างน้อยสามมิติสำคัญ ได้แก่ (1) มิติพื้นที่สาธารณะเชิงวัฒนธรรม ที่นักการเมืองใช้เวทีมวย งานมหรสพและสนามกีฬาเป็น “พื้นที่พบปะ” กับมวลชนอย่างไม่เป็นทางการ (2) มิติการสร้างอัตลักษณ์และความชอบธรรมทางการเมือง ที่มวยไทยถูกใช้เชื่อมโยงตนเองกับความเป็นไทย ความกล้าหาญ ความยุติธรรม และการปกป้องผู้ด้อยโอกาส และ (3) มิติการระดมทรัพยากรและเครือข่ายทางการเมือง ผ่านการอุปถัมภ์ค่ายมวย กลุ่มแฟนมวย ผู้จัด และสื่อกีฬา ซึ่งกลายเป็นเครือข่ายทางการเมืองที่มีพลังในการระดมคะแนนเสียงและกำหนดวาทกรรมในพื้นที่ท้องถิ่น ข้อเสนอของบทความชี้ให้เห็นว่า การทำความเข้าใจมวยไทยในฐานะพื้นที่ทางการเมือง มิใช่เพียงเรื่องของกีฬาและบันเทิง แต่เป็นหน้าต่างสำคัญในการมองเห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รูปแบบอุปถัมภ์ และกลยุทธ์การสร้างพลเมืองแบบเฉพาะของการเมืองไทยร่วมสมัย ทั้งยังชี้ช่องให้มีการศึกษาต่อเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลกระทบของรูปแบบดังกล่าวต่อคุณภาพประชาธิปไตยในระยะยาว</p>2026-08-03T00:00:00+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1595การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนความเรียงร้อยแก้วโดยใช้แบบฝึกประกอบภาพการ์ตูน วิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนโพนงามพิทยาคาร ตำบลโพนงาม อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร2026-08-03T08:19:29+00:00พระณฐโชค สุวโจworachet.th@mbu.ac.thพระมหาวิรุธ วิโรจโนworachet.th@mbu.ac.thวิภาพร มงคลช่วงworachet.th@mbu.ac.thวรเชษฐ์ โทอื้นworachet.th@mbu.ac.th<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกประกอบภาพการ์ตูน การพัฒนาแบบฝึกการเขียนความเรียงร้อยแก้ว และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนความเรียงร้อยแก้วโดยใช้แบบฝึกประกอบภาพการ์ตูนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิชาภาษาไทย ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนโพนงามพิทยาคาร ตำบลโพนงาม อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน บรรยากาศในการเรียนการสอนไม่เครียดเพราะครูนั้นมีความใส่ใจ และดูแลนักเรียนในกิจกรรมรวมถึงเนื้อหาสาระที่ได้รับ นักเรียนได้มีการทำแบบร่วมมือกันทำให้เกิดความเพลิดเพลินนักเรียนพอใจกับรางวัลที่ได้รับตลอดจนนักเรียนสนุกกับเกมที่ใช้ในการเรียนการสอนแบบฝึกการเขียนความเรียงร้อยแก้วโดยใช้แบบฝึกประกอบภาพการ์ตูนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 สรุปผลการวิจัยได้ว่าแบบฝึกการศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนความเรียงร้อยแก้ว โดยใช้แบบฝึกประกอบภาพการ์ตูนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ที่กำหนดไว้ มีการวิเคราะห์เนื้อหาสาระเกี่ยวกับการเขียนเพื่อใช้สำหรับสร้างแบบ ฝึกการศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนความเรียงร้อยแก้ว โดยใช้แบบฝึกประกอบภาพการ์ตูนโดยสร้างแผนผังความคิดเพื่อใช้เขียนเนื้อหาของแต่ละแบบฝึกเป็นสำคัญ</p>2026-08-03T08:19:29+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1596นโยบายกัญชาเสรีของพรรคภูมิใจไทย: ผลกระทบต่อหลักการคุ้มครอง สิทธิเด็กและเยาวชนภายใต้รัฐธรรมนูญไทย2026-08-03T08:31:50+00:00ฐิติมาภรณ์ สายทองanchalee.sea@mbu.ac.thชนิกา หลงมีanchalee.sea@mbu.ac.thพระปัฐวิกรณ์ ปฐวิกโร (พันอาทิตย์)anchalee.sea@mbu.ac.thอัญชลี แสงเพชรanchalee.sea@mbu.ac.th<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องและผลกระทบของนโยบายกัญชาเสรีของพรรคภูมิใจไทยต่อพันธกิจของรัฐในการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และการพัฒนาของเด็กและเยาวชนภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงหลักจริยธรรมความรับผิดชอบทางการเมืองต่อผลกระทบทางสังคม การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากกฎหมาย นโยบายสาธารณะ และเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ภายใต้กรอบแนวคิด ได้แก่ ทฤษฎีจริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ หลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก หลักนิติธรรม และทฤษฎีนโยบายสาธารณะ ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินนโยบายกัญชาเสรีในปี พ.ศ. 2565 มีลักษณะของการผลักดันนโยบายอย่างเร่งรัดโดยเน้นการรักษาสัญญาทางการเมืองเป็นสำคัญ ขณะที่การประเมินผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ส่งผลให้เกิดสภาวะสุญญากาศทางกฎหมายในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและหน้าที่เชิงบวกของรัฐในการคุ้มครองสิทธิเด็ก นอกจากนี้ยังพบความลักลั่นระหว่างเป้าหมายเชิงเศรษฐกิจกับหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก อันนำไปสู่ความจำเป็นในการบูรณาการจริยธรรมทางการเมือง การกำกับทางกฎหมาย และการคุ้มครองเด็กในการกำหนดนโยบายสาธารณะอย่างยั่งยืน</p>2026-08-03T00:00:00+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1597ผลกระทบ 3 มิติ: นโยบายเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดที่ดิน ของพรรคกล้าธรรม2026-08-04T01:33:57+00:00พระธนดนย์ จิตฺตโสภโณ (ใจงาม)anchalee.sea@mbu.ac.thพระกิตติศักดิ์ กิตฺติธโร (แสนปงผาบ)anchalee.sea@mbu.ac.thสุชาดา แซ่มัวanchalee.sea@mbu.ac.thอัญชลี แสงเพชรanchalee.sea@mbu.ac.th<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการดำเนินนโยบายของพรรคกล้าธรรมในการยกระดับสิทธิที่ดินจาก ส.ป.ก. สู่โฉนดที่ดินสมบูรณ์ และประเมินผลกระทบเชิงบูรณาการในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยใช้กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านกรอบแนวคิดสหวิทยาการที่บูรณาการทฤษฎีสิทธิในทรัพย์สิน ทฤษฎีทุน หลักนิติธรรม และแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่า นโยบายดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนที่ดินจาก “สิทธิทำกิน” ไปสู่ “ทุนทางเศรษฐกิจ” ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินและขยายการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกร ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจฐานราก อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงซ้อนในลักษณะ “ดาบสองคม” กล่าวคือ ในมิติสังคมช่วยสร้างความมั่นคงในสิทธิและลดความเหลื่อมล้ำในระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันอาจก่อให้เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างและความเสี่ยงด้านจริยธรรมทางกฎหมาย ขณะที่มิติสิ่งแวดล้อมพบว่าการเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดินมีแนวโน้มเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินไปสู่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนในระยะยาว</p>2026-08-04T01:33:57+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1598ความรับผิดชอบต่อสาธารณะและระดับจริยธรรมทางการเมือง: การวิเคราะห์เชิงสถาบันของพรรคประชาชนภายใต้บริบทนิติรัฐไทย (พ.ศ. 2561-2569)2026-08-04T01:45:15+00:00พระยุทธกร ธิวรรณ์anchalee.sea@mbu.ac.thพระมหาอชิรวิทย์ ก้างยางanchalee.sea@mbu.ac.thสามเณรณัฏฐชัย พนาใสสุวรรณanchalee.sea@mbu.ac.thอัญชลี แสงเพชรanchalee.sea@mbu.ac.th<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความรับผิดชอบต่อสาธารณะและระดับจริยธรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองในสายอุดมการณ์ “พรรคประชาชน” ภายใต้บริบทนิติรัฐไทยในช่วงปี พ.ศ. 2561–2569 โดยใช้กรอบการวิเคราะห์เชิงสถาบัน (Institutional Analysis) ผนวกกับแนวคิดจริยธรรมทางการเมืองและความรับผิดชอบเชิงประชาธิปไตย การศึกษานี้มุ่งตรวจสอบจริยธรรมทางการเมืองในสามมิติ ได้แก่ (1) ความซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์และความสอดคล้องเชิงนโยบาย (2) การยึดถือหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และกระบวนการประชาธิปไตย โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤต เช่น การยุบพรรคการเมือง และ (3) กลไกความโปร่งใสและการเปิดรับการตรวจสอบจากสาธารณะ ผลการศึกษาพบว่า พรรคการเมืองในสายอุดมการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มยึดมั่นในหลักการของระบอบประชาธิปไตยผ่านการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในกรอบรัฐสภา การรักษาความต่อเนื่องของเจตจำนงประชาชนผ่านโครงสร้างพรรคการเมือง และการใช้สันติวิธีในการจัดการความขัดแย้งทางการเมือง แม้ในบริบทที่เผชิญแรงกดดันจากกลไกทางกฎหมายและโครงสร้างอำนาจ ขณะเดียวกัน พรรคยังให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการส่งเสริมความโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสถาบันการเมือง บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าจริยธรรมทางการเมืองในระดับสถาบันมิได้เป็นเพียงมิติทางคุณค่าเชิงนามธรรม หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความชอบธรรมและเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในบริบทนิติรัฐไทยที่ยังเผชิญความท้าทายด้านความเชื่อมั่นในสถาบันการเมืองอย่างต่อเนื่อง</p>2026-08-04T01:45:15+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1599การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อรับมือภัยคุกคามออนไลน์2026-08-04T05:45:59+00:00พระธีรพล ณฏฺฐิโก (บัวทอง)benedit8263@gmail.comพัชริน จินดาปทีปbenedit8263@gmail.com<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อรับมือภัยคุกคามออนไลน์ พบว่า ภัยคุกคามทางดิจิทัลในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้นตามการพัฒนาของเทคโนโลยี เพื่อหลอกลวงหรือโจมตีเป้าหมายเป็นอาชญากรรมในยุคใหม่ที่เรียกว่า“อาชญากรรมไซเบอร์”หลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่สอนให้คนรู้จักใช้ปัญญาพิจารณา เช่น หลัก “เกสปุตตสูตร” หรือ “กาลามสูตร” ไม่ให้เชื่อสิ่งใดโดยง่าย หลักการนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับภัยดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยให้มีสติและรู้เท่าทันข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลที่สอนให้คนทั่วไปไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ตามหลัก “สาม ก.”ที่ท่านพุทธทาสภิกขุอธิบายเอาไว้ว่า “เหยื่อของโลก” คือ “กิน กาม และเกียรติ” ที่ผู้โจมตีมักจะใช้ความอยากหรือข้อมูลความบันเทิง ความต้องการทางเพศ และความอยากได้เกียรติเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง การสร้างภูมิคุ้มกันตามแนวพุทธธรรมไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้เทคโนโลยีเพื่อป้องกันเท่านั้น หลักพุทธธรรมสอนให้อยู่กับปัจจุบันและรู้เท่าทันอารมณ์ นอกจากนี้ตามหลัก “ปฏิจจสมุปบาท” ในแง่ว่าสิ่งทั้งปวงมีเหตุเกิด มองภัยคุกคามทางเทคโนโลยีในปัจจุบันว่า “ไม่ได้เกิดขึ้นเองอย่างโดดเดี่ยว แต่มีเหตุปัจจัยที่เป็นต้นตอและส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่” การเข้าใจเหตุและผลของภัยคุกคามจะช่วยให้หาวิธีป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>2026-08-04T00:00:00+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1600การประยุกต์ใช้หลักจริต 6 ในพระพุทธศาสนาเพื่อการเข้าใจตนเอง และการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ในศตวรรษที่ 212026-08-04T06:03:51+00:00พระครูสุตพัฒโนดม (ผาคำ)dapong0932215591@gmail.comพระครูธีรสุตพจน์ -dapong0932215591@gmail.comเทวัญ เอกจันทร์dapong0932215591@gmail.comประดิษฐ์ ปัญญาจีนdapong0932215591@gmail.com<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักจริต 6 ในพระพุทธศาสนาเพื่อการเข้าใจตนเองและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งอธิบายความหมาย ความสำคัญ และลักษณะของจริต 6 ได้แก่ ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต สัทธาจริต และพุทธิจริต ในฐานะกรอบคิดที่ช่วยจำแนกความโน้มเอียงทางจิตใจ อารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ บทความชี้ให้เห็นว่า หลักจริต 6 มิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแบ่งแยกหรือตีตราบุคคล แต่เป็นเครื่องมือในการสังเกตตนเอง เข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน และเลือกวิธีพัฒนาตนให้เหมาะสมกับพื้นฐานนิสัยของแต่ละบุคคล เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมร่วมสมัย หลักจริต 6 สามารถเชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 เช่น การตระหนักรู้ตนเอง การคิดวิเคราะห์ การจัดการอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ในบริบทการศึกษา การทำงาน ครอบครัว และการอยู่ร่วมกันในสังคม เพื่อส่งเสริมความเข้าใจผู้อื่น ลดการตัดสิน และสร้างความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน ดังนั้น หลักจริต 6 จึงเป็นองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณค่าต่อการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน ทั้งด้านสติ ปัญญา คุณธรรม และศักยภาพในการดำรงชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่</p>2026-08-04T06:03:51+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1601The Development of the Buddhist Innovation arts of pattern decoration on Lanna Vihara into digital prints2026-08-04T07:03:04+00:00Phra Khru Thirasutapoj -phatcharabot.rit@mcu.ac.thPhisit Kotsuphophatcharabot.rit@mcu.ac.thChalongdet Kupanumatphatcharabot.rit@mcu.ac.thLipikorn Makaewphatcharabot.rit@mcu.ac.thPhra Athiwat Ratanavanno (Thammawatsiri)phatcharabot.rit@mcu.ac.thPhra Witawat Pabhassarananophatcharabot.rit@mcu.ac.thChantarat Tapulingphatcharabot.rit@mcu.ac.thPhacharabot Rittemphatcharabot.rit@mcu.ac.th<p>This research aimed to: (1) examine the creative process of Buddhist innovative art in digital printmaking based on Lanna viharn decorative motifs; (2) develop a learning activity package based on Kolb’s Experiential Learning Theory for the course Contemporary Buddhist Art Creation; (3) enhance creative souvenir products derived from Buddhist innovative digital prints; and (4) evaluate learning achievement and the satisfaction of learners and consumers toward the developed products.</p> <p>This mixed-methods study was conducted at major Lanna viharn sites in Upper Northern Thailand, covering the regional artisan traditions of Chiang Mai, Lampang, Nan, and Phayao. The participants included 30 key informants, 20 digital printmaking co-creators, 20 learners participating in the Kolb-based learning activities, and 20 participants involved in creative product development and evaluation. The research instruments consisted of interview forms, artwork evaluation forms, learning achievement assessment forms, and satisfaction questionnaires. The satisfaction questionnaire demonstrated acceptable reliability, with a Cronbach’s alpha coefficient of 0.89. Quantitative data were analyzed using frequency, percentage, mean, and standard deviation, while qualitative data were analyzed through content synthesis and interpretive analysis within a contemporary Buddhist innovative-art framework.</p> <p>The findings revealed that Buddhist innovative digital printmaking from Lanna viharn motifs viharn referring to Buddhist assembly halls in Northern Thai temple architecture was not a direct reproduction of traditional architectural decoration. Rather, it involved decoding, reinterpretation, and systematic reconfiguration of motifs from sacred architectural surfaces into digital print space while preserving their rhythm, lines, forms, and Buddhist ethical meanings. The study classified motif units into primary motifs, secondary motifs, filler motifs, and border motifs, which helped maintain design unity, clarify symbolic meaning, support scalable production, and preserve Lanna cultural identity.</p> <p>The Kolb-based learning activity package effectively guided learners through concrete experience, reflective observation, abstract conceptualization, and active experimentation. It connected knowledge of Lanna motifs and Buddhist principles with digital design practice and tangible production, enabling learners to develop meaningful understanding and transferable creative skills. Creative souvenir products were developed into practical prototypes, including calendars, ceramic mugs, insulated tumblers, tote bags, T-shirts, and framed jigsaw puzzles. Product development emphasized print quality, motif clarity, material durability, cost management, and blended online–offline distribution. The study also proposed extending the motifs into digital files for dissemination and sale through photostock platforms.</p> <p>Learning achievement was at a very good level, with a mean score of 82.80 out of 100 (SD = 6.10). Overall satisfaction among learners and consumers was at the highest level, particularly in the areas of learning process, practical applicability, and product extension. These results indicate that the developed model effectively supports practice-based learning, cultural value creation, and creative product development.</p>2026-08-04T07:03:04+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1602การบริหารการศึกษาอัจฉริยะด้วยการจัดการความรู้เพื่อ ขับเคลื่อนคุณภาพสถานศึกษาในยุคดิจิทัล2026-08-04T08:18:33+00:00พระครูศาสนกิจโกศล ศรายุทธ วชิรปญฺโญ (ทวิชัย)pongpim2506@gmail.comพงศ์ศธร พิมพะนิตย์pongpim2506@gmail.com<p>บทความนี้มุ่งนำเสนอแนวคิดการบริหารการศึกษาอัจฉริยะด้วยการจัดการความรู้เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยอธิบายความสำคัญของการบริหารสถานศึกษาที่ใช้ข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และองค์ความรู้เป็นฐานในการวางแผน ตัดสินใจ ดำเนินงาน ติดตามผล และพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เนื้อหาบทความครอบคลุมแนวคิดการบริหารการศึกษาอัจฉริยะ การจัดการความรู้ในสถานศึกษา บทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลกับการบริหารการศึกษา การยกระดับคุณภาพสถานศึกษาด้วยข้อมูลและความรู้ และแนวทางพัฒนาสถานศึกษาอัจฉริยะอย่างยั่งยืน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า สถานศึกษาที่สามารถบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี และการจัดการความรู้เข้ากับการบริหาร จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ ส่งเสริมการพัฒนาครูและบุคลากร สนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน และสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ ทั้งยังช่วยให้การบริหารสถานศึกษามีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การบริหารการศึกษาอัจฉริยะจึงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาให้ก้าวทันโลกดิจิทัลและนำไปสู่ความยั่งยืนทางการศึกษา</p>2026-08-04T08:18:33+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1603การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ลักษณะทางกายภาพของจังหวัด โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสตอรี่ไลน์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านห้วยยา2026-08-04T08:34:05+00:00ศรีวิลัย เอื้ออังกรณ์พงษ์sriwilaiaueaoangkornphog@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและทดสอบประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านห้วยยาตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ลักษณะทางกายภาพของจังหวัดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสตอรี่ไลน์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านห้วยยาก่อนเรียน และหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสตอรี่ไลน์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านห้วยยา โดยการเลือกแบบเจาะจง (Specific sample group) รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - Experimental research) ด้วยวิธีการใช้กลุ่มทดลองกลุ่มเดียว เพื่อวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One group Pretest - Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อน และหลังเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และสถิติทดสอบค่า t-test แบบ Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการทดสอบประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านห้วยยา มีประสิทธิภาพ 82.50/88.75 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ลักษณะทางกายภาพของจังหวัด โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสตรี่ไลน์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านห้วยยา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสตอรี่ไลน์อยู่ในระดับมากที่สุด</p>2026-08-04T08:34:05+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1604Instructional Strategies for Teaching Reading and Writing in Social Sciences and Humanities in Buddhist Higher Education2026-08-04T08:48:49+00:00Phra Chanchai ThatinjanCc.bridgefoundation@gmail.comWisuttichai ChaiyasitCc.bridgefoundation@gmail.comWorawan SisathanCc.bridgefoundation@gmail.com<p>This academic article aims to 1) study the nature and importance of the course Reading and Writing in Social Sciences and Humanities, and 2) propose instructional strategies for teaching reading and writing in social sciences and humanities in Buddhist higher education.</p> <p>The study found that the course Reading and Writing in Social Sciences and Humanities is vital in higher education for developing critical reading, analytical writing, advanced thinking skills, and reading to writing. Within a Buddhist higher education framework, it further emphasizes reflective practice, ethical awareness, and the responsible integration of digital tools and AI to enhance meaningful learning.</p> <p>The study proposed instructional strategies for teaching Reading and Writing in Social Sciences and Humanities in Buddhist Higher Education as a new body knowledge through the integration of four major dimensions under the framework of Buddhist Cognitive Development: <br> 1) Academic Literacy Development and Social Learning, which emphasizes critical reading, academic writing, and connecting learning with real-world social issues; 2) Reflective and Mindful Learning, which promotes reflective writing, self-awareness, mindfulness, contemplative reading, and SQ5R learning processes; 3) Collaborative Learning, which supports discussion-based learning, collaborative learning, Task-Based Learning (TBL), Teams-Games-Tournaments (TGT), and Project-Based Learning; and 4) Ethical AI and Digital Learning, which encourages AI-assisted learning, digital literacy, responsible AI use, and academic integrity. Furthermore, the study also proposed process-oriented and reflective assessment approaches, including writing development assessment, collaborative participation assessment, reflective assessment, and co-constructed assessment, to promote both academic competence and ethical awareness among learners in Buddhist higher education.</p>2026-08-04T08:48:28+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1605การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนความเรียงร้อยแก้วโดยใช้แบบฝึกประกอบภาพการ์ตูน วิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนโพนงามพิทยาคาร ตำบลโพนงาม อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร2026-08-04T09:00:59+00:00พระณฐโชค สุวโจworachet.th@mbu.ac.thพระมหาวิรุธ วิโรจโนworachet.th@mbu.ac.thวิภาพร มงคลช่วงworachet.th@mbu.ac.thวรเชษฐ์ โทอื้นworachet.th@mbu.ac.th<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกประกอบภาพการ์ตูน 2) พัฒนาแบบฝึกการเขียนความเรียงร้อยแก้ว และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนความเรียงร้อยแก้วโดยใช้แบบฝึกประกอบภาพการ์ตูนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิชาภาษาไทย ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนโพนงามพิทยาคาร ตำบลโพนงาม อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน บรรยากาศในการเรียนการสอนไม่เครียดเพราะครูนั้นมีความใส่ใจ และดูแลนักเรียนในกิจกรรมรวมถึงเนื้อหาสาระที่ได้รับ นักเรียนได้มีการทำแบบร่วมมือกันทำให้เกิดความเพลิดเพลินนักเรียนพอใจกับรางวัลที่ได้รับตลอดจนนักเรียนสนุกกับเกมที่ใช้ในการเรียนการสอนแบบฝึกการเขียนความเรียงร้อยแก้วโดยใช้แบบฝึกประกอบภาพการ์ตูนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 สรุปผลการวิจัยได้ว่าแบบฝึกการศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนความเรียงร้อยแก้ว โดยใช้แบบฝึกประกอบภาพการ์ตูนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ที่กำหนดไว้ มีการวิเคราะห์เนื้อหาสาระเกี่ยวกับการเขียนเพื่อใช้สำหรับสร้างแบบ ฝึกการศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนความเรียงร้อยแก้ว โดยใช้แบบฝึกประกอบภาพการ์ตูนโดยสร้างแผนผังความคิดเพื่อใช้เขียนเนื้อหาของแต่ละแบบฝึกเป็นสำคัญ</p>2026-08-04T00:00:00+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1606บทบาทครูสังคมศึกษากับการสร้างพลเมืองที่ดีในยุคปัญญาประดิษฐ์2026-08-05T15:22:39+00:00พระวิทวัส ปภสฺสรญาโณ (โกฎิฉกรรจ์)witawat.koc@mbu.ac.thวรวิทย์ นิเทศศิลป์witawat.koc@mbu.ac.th<p>บทความวิชาการนี้ มุ่งศึกษาบทบาทของครูสังคมศึกษาในการสร้างพลเมืองที่ดีในยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของการศึกษาและสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยี AI ซึ่งส่งผลต่อวิธีการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การใช้ข้อมูล และการมีส่วนร่วมทางสังคมของผู้เรียน บทความชี้ให้เห็นว่า พลเมืองที่ดีในยุค AI มิได้หมายถึงเพียงผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ทางสังคม มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ รู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี สามารถตรวจสอบข้อมูล ตระหนักถึงข้อจำกัดของ AI และใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม ครูสังคมศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ออกแบบการเรียนรู้ ผู้ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ผู้ปลูกฝังคุณธรรมดิจิทัล และผู้ชี้นำการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ แนวทางการจัดการเรียนรู้ควรเน้นการเชื่อมโยงเนื้อหาสังคมศึกษากับสถานการณ์จริง การใช้ปัญหาเป็นฐาน การอภิปรายเชิงประชาธิปไตย การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล และการจัดโครงงานพลเมืองดิจิทัล องค์ความรู้จากบทความสรุปเป็น SCAI Citizenship Learning Model ประกอบด้วย Social Understanding, Critical AI Literacy, AI Ethics และ Civic Participation เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองดีที่มีความรู้ คุณธรรม และสามารถใช้ AI เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างสร้างสรรค์</p>2026-08-05T15:22:39+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1607ชุมชนฐานการเรียนรู้วัฒนธรรมสู่การพัฒนาผู้เรียนในวัยสร้างสรรค์2026-08-05T15:37:11+00:00รุ่งทิพย์ กล้าหาญMaikhlahan@yahoo.comวรวิทย์ นิเทศศิลป์Maikhlahan@yahoo.comไพศาล ศรีวิชัยMaikhlahan@yahoo.comพระทรงพล คุณพโล (ทิพย์คำ)Maikhlahan@yahoo.com<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดชุมชนฐานการเรียนรู้วัฒนธรรม ในฐานะแนวทางการพัฒนาผู้เรียนในวัยสร้างสรรค์ โดยมุ่งอธิบายความสำคัญของชุมชน ทุนวัฒนธรรม กระบวนการเรียนรู้จากชุมชนหลังคาเรือน ความร่วมมือของสถานศึกษาและสถานประกอบการ ร้านค้าแบบพึ่งพาอาศัย ตลอดจนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน สาระเนื้อหาจะสะท้อให้เห็นว่า ชุมชนมิได้เป็นเพียงพื้นที่อยู่อาศัย แต่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตที่ได้แต่งแต้มรายละเอียดเพิ่มความสร้างสรรค์ ประกอบด้วยภูมิปัญญา ประเพณี วัฒนธรรม ศิลปกรรม ภาษา ความเชื่อ วิถีชีวิต และประสบการณ์ของคนในท้องถิ่น ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นฐานในการออกแบบโครงสร้างในการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงผู้เรียนในการดำเนินชีวิตในสภาพจริง กระบวนการเรียนรู้เน้นการสำรวจ ลงพื้นที่ สังเกต สัมภาษณ์ วิเคราะห์ สะท้อนคิด และสร้างสรรค์ผลงานจากทุนวัฒนธรรม โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน ปราชญ์ท้องถิ่น องค์กรท้องถิ่น และทุก ๆ ภาคีที่เป็นเครือข่ายความร่วมมือ ผลสะท้อนแห่งการเรียนรู้ลักษณะนี้ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้ จิตสำนึก ความเข้าใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรม มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ได้เกิดคุณธรรมในตน ความภาคภูมิใจในท้องถิ่น และสามารถต่อยอดต้นทุนทางวัฒนธรรมไปสู่การสร้างสรรค์การเรียนรู้เกิดคุณค่าใหม่แก่เยาวชน ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน</p>2026-08-05T15:37:11+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1608Thai Language Course in General Education and the Development of Professional Competence for Practicing Graduates in the Era of Artificial Intelligence: A Case Study of Rajamangala University of Technology Isan, Khon Kaen Campus2026-08-05T15:48:04+00:00Ratchaneechay Choeirodratchaneechay.ch@rmuti.ac.thManoch Rakkiatratchaneechay.ch@rmuti.ac.thBuppha Seuakhamratchaneechay.ch@rmuti.ac.th<p>This article aims to analyze the role of Thai language courses in the general education curriculum of Rajamangala University of Technology Isan, Khon Kaen Campus, in developing the professional competencies of students in the Faculty of Engineering, Faculty of Industrial Education, and Faculty of Business Administration and Information Technology. The analysis found that Thai language courses play a crucial role in developing communication skills, analytical thinking, and language use for professional practice, which are fundamental to becoming practical graduates. In the era of artificial intelligence, Thai language skills remain important as they are competencies related to understanding context, society, and human relationships, which technology cannot fully replace.</p>2026-08-05T15:48:04+00:00##submission.copyrightStatement##https://www.firstojs.com/index.php/MBU/article/view/1609การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมการอ่านวิเคราะห์ข้อความแบบไม่ระบุตัวตน ในเฟซบุ๊กตามหลักโยนิโสมนสิการของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา2026-08-05T15:59:09+00:00รัชนีฉาย เฉยรอดratchaneechay.ch@rmuti.ac.thศรายุทธ เจตราratchaneechay.ch@rmuti.ac.thวิเชียร แสนมีratchaneechay.ch@rmuti.ac.thพระรชต มาตรสอนratchaneechay.ch@rmuti.ac.th<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับหลักโยนิโสมนสิการ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านวิเคราะห์ข้อความแบบไม่ระบุตัวตนบนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นรูปแบบการสื่อสารที่ผู้รับสารไม่สามารถใช้ข้อมูลของผู้ส่งสารประกอบการประเมินความน่าเชื่อถือได้โดยตรง จึงต้องอาศัยการพิจารณาเนื้อหา เหตุผล และการใช้ภาษาเป็นสำคัญ หลักโยนิโสมนสิการซึ่งมุ่งเน้นการคิดอย่างรอบคอบตามเหตุและปัจจัย จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นกรอบในการส่งเสริมการคิดเชิงวิเคราะห์ของผู้เรียน แนวทางที่นำเสนอประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ การสังเกตและตระหนักรู้ การสืบค้นและวิเคราะห์ และการสะท้อนคิดและสังเคราะห์ ผลที่คาดหวังคือผู้เรียนสามารถรับสารได้อย่างมีวิจารณญาณ ตระหนักถึงอิทธิพลของอารมณ์ในการรับรู้ข้อมูล และตัดสินใจเชื่อหรือเผยแพร่ข้อมูลบนพื้นฐานของเหตุผลและหลักฐานมากกว่าความรู้สึก</p>2026-08-05T15:59:09+00:00##submission.copyrightStatement##